ทริปยุโรป เยอรมัน-ออสเตรีย-เช็ก#9 : Salzburg
ซาล์สบวร์ก (Salzburg)
ระหว่างมิวนิคไป Salzburg วันนี้ให้ออกเช้าๆนิดนึง แวะนั่งเรือเที่ยว Lake Chiemsee และไปชม วัง Herrenchiemsee ที่กษัตริย์ลุดวิคที่ 2 สร้างเลียนแบบพระราชวังแวร์ซาย และเดินเล่นรอบๆปราสาท สวยมากโดยวันนี้คุณก็จะคุ้มมากเมื่อใช้ Bayern Ticket เดินทางไปลงที่ สถานี Prien ก่อนถึง Salzburg และฝากกระเป๋าที่ Locker แล้วต่อแท็กซี่ไปท่าเรือ หรือ เดิน(ไกลหน่อยแต่เดินไหวครับ) เที่ยวเสร็จก็ทานข้าวเที่ยง แบบเร็วนิดนึง แล้วกลับมาที่สถานี Prien นั่งรถไฟต่อไป Salzburg บ่ายๆก็เดินเล่นชมเมืองได้สบายๆครับ คืนนี้ค้าง salzburg
เช็คตารางเรือล่อง Wolfgangsee และรถไฟเล็กขึ้นยอดเขา จาก www.wolfgangseeschifffahrt.at
Salzburg (ซาลซ์บวร์ก) ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลก (UNESCO) และเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ของประเทศออสเตรียอีกเมืองหนึ่ง ได้ขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก เมื่อวันที่ 1 มกราคม 1997 (ปี พ.ศ. 2540) เมือง Salzburg นี้เป็นจุดเริ่มต้นของเทือกเขาแอลป์ ซึ่งเป็นเทือกเขาใหญ่ของยุโรปโดยครอบคลุมตั้งแต่ออสเตรีย อิตาลี ไปจนถึงสวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ เยอรมนี และฝรั่งเศสทางด้านตะวันตก Salzburg (ซาลซ์บวร์ก) เป็นเมืองชายแดนก่อนจะข้ามไปสู่แคว้นบาวาเรียของประเทศเยอรมนี ขับรถจาก Salzburg ไป Munich ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นเอง
Salzburg ในภาษาอังกฤษคือ Salt Castle มีความหมายว่า “ปราสาทเกลือ” คำว่าซาลส์ (Salz) ในภาษาเยอรมันแปลว่าเกลือ แปลตามตัวได้ว่าปราสาทเกลือ ซึ่งเป็นคำเปรียบเทียบเรือขนเกลือว่าเหมือนเป็นปราสาทเกลือ ดินแดนแถบนี้เป็นแหล่งค้าเกลือเก่าแก่มาแต่โบราณ เกลือทำหน้าที่ถนอมอาหาร ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในแถบเมืองหนาว ฉะนั้นใครมีเกลือจึงเปรียบเสมือนมีทองคำเลยทีเดียว แถวนี้จึงร่ำรวยมาตั้งแต่อดีตยุคโรมัน เมืองนี้ตั้งอยู่บนริมแม่น้ำซาลส์ซักค์ (Salzach) มีฉากหลังเป็นเทือกเขาแอลป์ และเป็นเมืองแห่งศิลปินเพลงและเต็มไปด้วยศิลปะแบบบาลอกและเป็นบ้านเกิดของคีตกวีเอกของโลก โวล์ฟกังก์ อมาเดอุส โมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart) และเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music
เมืองซาลส์เบิร์ก มีธรรมชาติและทิวทัศน์ที่สวยงามไม่แพ้ Innsbruke เนื่องจากอยู่แทบเทือกเขาแอลป์เช่นกัน อีกทั้งเมืองนี้เป็นเมืองดนตรี ผู้ที่ชื่นชอบในเสียงดนตรี จะต้องมาที่นี้สักครั้งเพราะบรรยากาศจะนำพาไป เคลื่อนวิทยุเปิดเพลงบรรเลงของ walz เข้ากันได้อย่างลงตัว เดินเล่นตามถนนคนเดินก็จะคล้ายๆกับถนนคนเดินที่ Innsbruke เพราะจะเห็นป้ายร้านค้าที่เป็นเหล็กดัดลวดลายสวยงามตลอดทาง มีร้านค้าน่ารักให้เลือกซื้อของได้ในแบบที่ไม่เหมือนใคร เดินตามทางมาเรื่อยๆ หา St. Peter ให้เจอ ตรงนั้นจะเป็นหลุมฝั่งศพที่สวยงามมากที่ใช้ถ่ายทำในหนังเรื่อง The Sound of Music ที่ครอบครัวมาหลบตำรวจและเดินกลับมานั่งเล่น ที่ Mozart’s Plaz จะเป็นลานนั่งเล่น แหนงหน้าจะมองเห็นวิวปราสาท นั่งดื่ม Hot Chocolate ชาหรือเบียร์ อากาศเย็น ได้บรรยากาศดีจัง แต่วิวที่สวยที่สุดของเมืองซาลส์เบิร์ก คงต้องเป็นวิวจากระเบียงพิพิธภัณฑ์ Museum der Moderne บนยอดเขา Monchsberg โดยจะต้องเดินขึ้นไปเพื่อให้เห็นภาพแบบ panorama รวมทั้งจะต้องเดินไปที่ตรงสะพานริมแม่น้ำ Salzach เพื่อเก็บภาพถ่ายได้ทั้งวิวแม่น้ำ Salzach และภูเขาแอลป์เป็นฉากหลัง
ร้านขายของที่ระลึกมีตลอดทางเดิน ส่วนใหญ่ก็จะขายของที่เกี่ยวกับโมสาร์ท สัญลักษณ์รูปโมสาร์ททั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช็อคโกแลตโมสาร์ทที่ซึ่งมีขายทั่วเมือง รสชาติก็ไม่แพ้ช็อคโกแลตสวิส การมาเที่ยวที่นี้ หากจะให้ประทับใจและอยู่ในความทรงจำแบบมิรู้ลืม ขอแนะนำให้มาเที่ยวในช่วงหน้าหนาวและในช่วงหน้าร้อน เพราะจะได้บรรยากาศคนละแบบกันเลย เมืองนี้เป็นเมืองที่โรแมนติกมากๆ ความสวยงามจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อยากที่บรรยายออกมาเป็นคำพูด จะต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง
เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดลำดับที่ 4 ในประเทศออสเตรีย และเป็นเมืองหลวงของรัฐซาล์สบวร์ก เมืองเก่าของซาล์สบวร์กและสถาปัตยกรรมบาโรกเป็นหนึ่งในใจกลางเมืองที่ถูกดูแลรักษาอย่างดีที่สุดในกลุ่มประเทศที่พูดภาษาเยอรมันด้วยกัน และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ในปี พ.ศ. 2540 ซาล์สบวร์กเป็นบ้านเกิดของโวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมซาร์ท และเป็นฉากของภาพยนตร์เพลง มนต์รักเพลงสวรรค์ (The Sound of Music)
เมืองซาล์สบวร์กเป็นที่ตั้งของ 3 มหาวิทยาลัยใหญ่ และมีจำนวนนักศึกษามากที่สุดด้วย ซาล์สบวร์กมีพื้นที่ประมาณ 66.5 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 145,800 คน พูดภาษาเยอรมัน
เมือง Salzburg เป็นเมืองดนตรีที่เต็มไปด้วยเสน่ของเสียงเพลง เคยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “The Sound of Music” และยังเป็นบ้านเกิดของโมสาร์ท นักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่ของออสเตรียด้วย เป็นเมืองที่เหมาะกับการเดินชมมากกว่า เพราะย่านบ้านของโมสาร์ท ถนนค่อนข้างแคบ และที่ Salzburg นี่เองมีการพบเกลือจำนวนมาก เพราะฉะนั้น ชื่อ Salzburg จึงมาจากคำว่า Salt ซึ่งก็คือเกลือนั่นเอง
| นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่มักจะมาที่ 2 จุดหลักๆ คือสวนมิราเบล ทางฝั่งเมืองใหม่ เพราะที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์เรื่อง The Sound of Music และอีกที่เมื่อเดินข้ามสะพานไปอีกฝั่งของแม่น้ำ salzach (ซาลซัค) ก็จะเป็นย่านเมืองเก่าที่ซึ่งเป็นบ้านของ Mozart และถ้าเดินต่อเข้าไปหลังบ้านโมสาร์ท ก็จะเป็นอนุสาวรีย์ของเขา และมหาวิหารแห่งเมืองซาลส์บวร์ก (Salzburg Cathedral) ส่วนบนเนินเขาก็จะเป็นป้อมโฮเฮนซาลส์บวร์ก (Festung Hohensalzburg) ครับ อยู่ไม่ห่างกันมากเดินเที่ยวชมได้สบายๆ |
Mozart เกิดที่เมืองนี้ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 1756 ที่บ้านเลขที่ 9 ซึ่งตอนนี้ทาสีเหลืองเอาไว้ โมสาร์ทมีพรสวรรค์ทางด้านดนตรี ตั้งแต่เมื่อยังเด็กเริ่มแสดงทัวร์คอนเสิร์ตทั่วยุโรปครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 14 ปี ตั้งวงดนตรีขึ้นที่เมืองซาล์สบวร์กในปี 1781 เขาเดินทางออกจากซาล์สบวร์กสู่เวียนนา และสร้างชื่อเสียงและผลงานมากมาย เขาเสียชีวิตเมื่อเขาอายุเพียง 35 ปี ร่างของโมสาร์ทถูกเก็บไว้ที่สุสานเซ็นต์มาร์คในเวียนนา
ประวัติของคีตกวีเอกโมสาร์ทกันซักหน่อย วูฟกังก์ อมาเดอุส โมสาร์ท ถือกำเนิดที่เมืองซาลส์บวร์กเมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ.1756 เขาแสดงอัจฉริยภาพทางดนตรีตั้งแต่อายุเพียงสามขวบ และเริ่มประพันธ์เพลงตั้งแต่อายุ 5 ขวบ หลังจากตระหนักถึงความสามารถของลูกชาย พ่อของโมสาร์ทจึงพาลูกชายตระเวนแสดงไปทั่วยุโรปตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ การแสดงที่เป็นที่กล่าวถึงบ่อยที่สุดคือการแสดงต่อหน้าพระพักตร์พระนางมาเรีย เทเรซา ณ พระราชวังเชินบรุนน์ และได้ขอเจ้าหญิงมารี อังตัวเน็ตต์พระธิดาของพระองค์แต่งงาน จริง ๆ แล้วซาลส์บวร์กเล็กเกินไปสำหรับความสามารถของโมสาร์ท และตัวเขาเองดิ้นรนที่จะไปจากเมืองนี้ให้ได้ เรียกได้ว่าความสัมพันธ์ของโมสาร์ท กับซาลส์บวร์กอยู่ในขั้นแย่เลยก็ว่าได้ แต่ปัจจุบันซาลส์บวร์กใช้ชื่อโมสาร์ทเพื่อเป็นจุดขายในการท่องเที่ยว ราวกับเป็นลูกรักของเมืองเลยทีเดียว มีรูปปั้นโมสาร์ท จัตุรัสโมสาร์ท วิทยาลัยดนตรีโมสาร์ท แม้แต่ช็อกโกแลตโมสาร์ท
พิพิธภัณฑ์โมสาร์ทในเมืองซาลส์บวร์กมีอยู่สองแห่ง แห่งแรกคือพิพิธภัณฑ์โมสาร์ทเกบูร์ตสเฮาส์ Mozart Geburtshaus (Mozart Birthplace) คือบ้านที่โมสาร์ทเกิด จริง ๆ ครอบครัวโมสาร์ทเช่าห้องเล็ก ๆ ชั้นสามในอาคารหลังนี้ และอยู่รวมกัน 4 คน พ่อ แม่ พี่สาว และตัวเขาเอง จนมีอายุได้ 17 ปี จึงย้ายไปอีกหลังหนึ่งที่มีพื้นที่มากกว่า ต่อมาทางการได้ขอซื้อทั้งอาคารเพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์โมสาร์ท ที่นี่มีขนาดเล็กกว่าพิพิธภัณฑ์แห่งที่สอง แต่เป็นที่รู้จักมากกว่าเพราะทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเก่าบนถนน Getreidegasse
มหาวิหารแห่งเมืองซาลส์บวร์ก( Salzburg Cathedral) สร้างในสมัยเรอเนซองส์ตอนปลายต่อบาโรคตอนต้น ถือเป็นโบสถ์บาโรคยุคแรก สร้างขึ้นใหม่เพื่อแทนโบสถ์หลังเดิมที่ถูกไฟไหม้ใหญ่จนเกินซ่อมแซม มหาวิหารหลังนี้ถูกระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ถล่มเสียหาย แต่ต่อมาได้รับการบูรณะให้งดงามดังเดิม
นอดีตซาลส์บวร์กเป็นรัฐอิสระปกครองด้วยอาร์ชบิชอป (archbishop) ซึ่งเป็นตำแหน่งของพระในศาสนาคริสต์นิกายแคทอลิก (เช่นเดียวกับที่วาติกันถูกปกครองด้วยพระสันตะปาปา) จึงเป็นศูนย์กลางของศาสนาทางตอนเหนือของเทือกเขาแอลป์ วิหารจึงเยอะมาก เฉพาะในเขตเมืองเก่ามีโบสถ์อยู่ถึง 20 กว่าแห่ง
ป้อมโฮเฮนซาลส์บวร์ก (Festung Hohensalzburg) เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของอำนาจทางโลกของอาร์คบิชอปเกบฮาร์ด ( Erzbischof Gebhard) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1077 เพื่อเป็นที่พำนักหลวงและป้องกันข้าศึก แต่มาสร้างเสร็จในปีค.ศ. 1681 ปัจจุบันได้รับการยกย่องว่าเป็นป้อมปราการซึ่งหลงเหลือความสมบูรณ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายในมี ตำหนักใหญ่ คุกใต้ดิน ห้องทรมานนักโทษ สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือเตาผิงที่ปูด้วยกระเบื้องที่มีความทนทานมาตั้งแต่ปี 1501 ในห้องทอง ( Golden room )และในห้องมีภาพจากคัมภีร์ไบเบิลด้วย
สวนมิราเบล(mirabell garden)
สวนมิราเบล เป็นสวนสาธารณะที่สวยที่สุดในซาล์ลบวร์ก ซึ่งเดิมทีเป็นสวนในพระราชวังเดิมถูกออกแบบโดย Johann Bernhard Fischer von Erlach สวนสร้างในรูปแบบเรขาคณิต ถูกตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้หลากสี มีรูปปั้นเทพเจ้าและน้ำพุ เป็น “สวนแบบบาโรก” ที่สวยงาม เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมความงามของสวนในปี 1858 โดยพระเจ้า Franz Joseph และยังเป็นสถานที่ที่ถ่ายทำเรื่อง THe sound of music
ถนนเกทรัยเดอกาสเซอ (Getreidegasse) เป็นย่านการค้าสำคัญของเมืองมาตั้งแต่ยุคกลาง ปัจจุบันเป็นแหล่งช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยว จุดเด่นของร้านค้าบนถนนเส้นนี้คือป้ายเหล็กที่แสดงสัญลักษณ์ของร้านที่แขวนไว้เหนือทางเข้า แต่ละร้านจะมีรูปแบบเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เหตุผลในการมีป้ายสัญลักษณ์ของแต่ละร้านก็เพราะว่าในสมัยยุคกลาง ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รู้หนังสือ แต่ละร้านจึงทำสัญลักษณ์ของร้านเพื่อให้ลูกค้าจำได้ว่าร้านไหนเป็นร้านไหน ปัจจุบันประชาชนอ่านออกเขียนได้ แต่ร้านค้าก็ยังคงป้ายร้านกันไว้อยู่เพื่อความกิ๊บเก๋ แม้แต่ร้านแม็กโดนัลด์ยังมีป้ายของตัวเองเลย



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น